Live In Bangkok  ข่าวสารอัพเด็ท สาระดีๆ ไลฟ์สไตล์ ชีวิตคนเมือง
ตุลาคม 24, 2014, 09:35:05 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Search In WWWSearch In www.liveinbangkok.com
ข่าว: ความรู้เป็นสิ่งที่เราสามารถแบ่งปันกันได้ บางคนรู้มากบางคนรู้น้อย แต่สำหรับ LiveInBangkok พวกเราจะรู้ได้เท่าๆ กัน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
พื้นที่โฆษณา ราคาพิเศษ สนใจติดต่อ 0953 565 969


เวย์โปรตีน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ


L-Carnitine ช่วยเผาผลาญไขมัน


เวย์โปรตีน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ


Kio ควบคุมดูแลไม่ให้น้ำหนักเพิ่ม

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คำทำนาย.......ฤาษีลิงดำ....เมื่อ 35 ปีที่แล้ว  (อ่าน 15050 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ejob
จุดยืนคือประเทศไทย
Administrator
อภิมหาเก๋าหมายังกลัว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5917


Life for Live


เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 29, 2008, 04:08:25 PM »


คำทำนายที่เคยมีช้านานนัก
เริ่มประจักษ์ให้เห็นเร้นไม่ได้
ฤาษีลิงดำเคยทำนาย
เมื่อถึงปลายรัชกาลผ่านเข้ามา
 
ประเทศชาติจะรุ่งเรืองและเฟื่องฟุ้ง
น้ำมันผุดขึ้นมาจนเห็นค่า
พวกกาขาวจะบินรี้หนีเข้ามา
เป็นประชาจนเต็มพระนคร
 
ชนทั่วโลกจะยกพระองค์ท่าน
ชื่อกระฉ่อนร่อนทั่วทุกสิงขร
ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร
องค์อมรเอกบุรุษแห่งแผ่นดิน
 
ชาวประชาจะปิติยิ้มสดใส
แต่อกไหม้หนอนกินข้างในสิ้น
จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน
เพื่อให้ได้สิ่งถวิลสมจินตนา
 
จะมีการต่อยตีกันกลางเมือง
ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหล้า
คอรัปชั่นจะกัดกร่อนทั้งพารา
ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร
 
ข้าราชการตงฉินถูกประนาม
สามคนหามสี่คนแห่มาลากไส้
เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป
โกลาหลหม่นไหม้ไร้ความดี
 
ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว
ถ้วนทุกทั่วจะหมุดขุดรูหนี
ไม่แน่ใจสิ่งที่ทำนำความดี
เกรงเป็นผีตายตกไปตามกัน
 
พุทธศาสน์จะถูกรุกและล้ำ
มิตรเคยค้ำเป็นศัตรูมุ่งอาสัญ
เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทว์ครัน
พายุลั่นน้ำถล่มดินทลาย
 
แผ่นดินแยกแตกเป็นสองปกครองยาก
เกิดวิบากทุกข์เข็ญระส่ำระสาย
เกิดการปราบจลาจลชนล้มตาย
เลือดเป็นสายน้ำตานองสองแผ่นดิน
 
ข้าเป็นนายนายเป็นข้าน่าสมเพช
ผู้มีบุญมีเดชจะสูญสิ้น
ทั้งพฤฒาอาจารย์ลือระบิล
จะร่วงรินดุจใบไม้ต้องสายลม
 
ความระทมจะถมทับนับเทวศ
ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม
คนที่ดีจะก้มหน้าสุดระทม
ส่วนคนชั่วหัวร่อร่าทำท่าดัง
 
จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว
ควงคฑามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง
ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง
สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ

ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม
หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้
จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป
เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น
แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา
ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา
ยามเมื่อฟ้าศรีทองผ่องอำไพ
ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ไม่หล่อแต่อร่อย
CA CLUB
อภิมหาเก๋าหมายังกลัว
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2717


หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข


« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2008, 08:37:44 PM »

พูดได้คำเดียวว่า  "แม่นโคดดดดดด"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

=  อะไรก็ได้เพียงเพราะใจเธอปรารถนา =


            สุขใครสุขมันครับพี่น้อง
Live In Bangkok ข่าวสารอัพเด็ท สาระดีๆ ไลฟ์สไตล์ ชีวิตคนเมือง
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2008, 08:37:44 PM »

 บันทึกการเข้า
ไม่หล่อแต่อร่อย
CA CLUB
อภิมหาเก๋าหมายังกลัว
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2717


หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2008, 08:42:31 PM »

ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

=  อะไรก็ได้เพียงเพราะใจเธอปรารถนา =


            สุขใครสุขมันครับพี่น้อง
pum
CA CLUB
อภิมหาเก๋าหมายังกลัว
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 2277



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2008, 10:37:06 AM »

อ่านแล้วขนลุ๊ก!!!
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ร้ายม่ะ...
Nadear69
CA CLUB
เก๋ามาก
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 256



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2008, 02:30:07 PM »

แม่นจิงๆๆ ...สาธุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ไม่หล่อแต่อร่อย
CA CLUB
อภิมหาเก๋าหมายังกลัว
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2717


หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2008, 12:02:15 PM »

อ่านแล้วขนลุ๊ก!!!

ปวดขี้!!
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

=  อะไรก็ได้เพียงเพราะใจเธอปรารถนา =


            สุขใครสุขมันครับพี่น้อง
hellotawan
แอบเก๋า
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 05:09:21 PM »

ตามบทความด้านบนเป็นบทความที่มีความคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นคำกลอนที่มีการลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ โดยคุณเปลวสีเงิน ซึ่งมีความผิดพลาดและได้มีการแก้ไขแล้ว จากคำชี้แจงที่ให้ไว้ด้านล่าง ดังนั้นผู้อ่านควรจะใช้วิจารณณาญด้วยน่ะครับ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรียน คุณเปลว สีเงิน

    ตามที่ท่านได้ลงข้อความในวันนี้ กล่าวอ้างถึงคำทำนาย "อนาคตของประเทศไทย" ซึ่งมีการนำไปโพสแพร่หลายเว็บไซด์อยู่ในเวลานี้ มีข้อผิดพลาดในการคัดลอกต่อๆ กันมาตลอด ทางเว็บมาสเตอร์เกรงว่าจะเสียหายถึงชื่อเสียงและเกียรติคุณของหลวงพ่อวัดท่าซุง ตลอดถึงความไม่เข้าใจของคณะศิษย์ที่เคารพนับถือในองค์ท่าน บทกลอนที่ต่อเติมไปจากคำพูดของหลวงพ่อฯ มีดังนี้

    ๐ คำทำนายที่เคยมีมาช้านานนัก เริ่มประจักษ์ให้เห็นเร้นไม่ได้

    หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยทำนาย เมื่อถึงปลายรัชกาลผ่านเข้ามา

    ประเทศชาติจะรุ่งเรืองและเฟื่องฟุ้ง น้ำมันผุดขึ้นมาจนเห็นค่า

    พวกกาขาวจะบินรี้หนีเข้ามา เป็นประชาชนเต็มพระนคร

    ชนทั่วโลกจะยกพระองค์ท่าน ชื่อกระฉ่อนร่อนทั่วทุกสิงขร

    ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร องค์อมรเอกบุรุษแห่งแผ่นดิน

    ชาวประชาจะปีติยิ้มสดใส แต่อกไหม้หนอนกินข้างในสิ้น

    จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน เพื่อให้ได้สิ่งถวิลสมจินตนา

    จะมีการต่อตีกันกลางเมือง ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหล้า

    คอรัปชั่นจะกัดกร่อนทั้งพารา ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร

    ข้าราชการตงฉินถูกประณาม สามคนหามสี่คนแห่มาลากไส้

    เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป โกลาหลหม่นไหม้ไร้ความดี

    ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว ถ้วนทุกทั่วจะมุดขุดรูหนี

    ไม่แน่ใจสิ่งที่ทำนำความดี เกรงเป็นผีตายตกไปตามกัน

    พุทธศาสน์จะถูกรุกและล้ำ มิตรเคยค้ำเป็นศัตรูมุ่งอาสัญ

    เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทว์ครัน พายุลั่นน้ำถล่มดินทลาย

    แผ่นดินแยกแตกเป็นสองปกครองยาก เกิดวิบากทุกข์เข็ญระส่ำระสาย

    เกิดการปราบจลาจลชนล้มตาย เลือดเป็นสายน้ำตานองสองแผ่นดิน

    ข้าเป็นนายนายเป็นข้าน่าสมเพช ผู้มีบุญมีเดชจะสูญสิ้น

    ทั้งพฤฒาจารย์ลือระบิล จะร่วงรินดุจใบไม้ต้องสายลม

    ความระทมจะถมทับนับเทวศ ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม

    คนที่ดีจะก้มหน้าสุดระทม ส่วนคนชั่วหัวร่อทำท่าดัง

    จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง

    ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ

    ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้

    จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

    คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา

    ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา ยามเมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ

    "คณะทีมงานเว็บวัดท่าซุง" จึงขอชี้แจงว่า "บทกลอน" บทนี้ท่านไม่เคยพูดไม่เคยกล่าวไว้ที่ไหนเลย ส่วนข้อความที่กล่าวไว้จริงๆ นั้นได้โพสอยู่ในเว็บวัดท่าซุง เมื่อวันที่ 21/7/08 at 17:44 ดังที่ได้แนบ URL มาให้ตรวจสอบดูต้นฉบับนี้ จะเห็นว่าไม่มีบทกลอนอยู่ในเนื้อหาเลย ซึ่งมีหลักฐานวันเวลาที่โพสอยู่ สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ ดังนี้ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=680

    ฉะนั้น จึงขอความกรุณาช่วยแก้ข่าวในวันพรุ่งนี้ด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง เพื่อความสบายใจแก่คณะศิษย์ฯ ที่เคารพนับถือท่านทั่วประเทศ จึงเรียนมาเพื่อทราบ.

    ขอได้รับความนับถือ

    "คณะทีมงานเว็บวัดท่าซุง"

    21 ต.ค. 2551 เวลา 14.52 น.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก
http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=875

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
hellotawan
แอบเก๋า
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 05:18:05 PM »

คำชี้แจงของ คุณเปลวสีเงิน

    เอาละครับ..ผมไปสร้างเรื่องให้เป็นเหตุเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลา วานนี้ก็มีอี-เมล์เข้ามาให้ผม "ช่วยแก้ข่าว" ผมทราบก็ทั้งร้อนใจ และเสียใจที่ทำให้ผู้อื่นไม่สบายใจ ดังนี้ครับ

    ขอบคุณครับที่แจ้งให้ทราบ และผมก็จัดการให้ตามที่แจ้งนี้แล้ว และผู้ประสงค์จะอ่านบทความเรื่อง "อนาคตของประเทศไทย" ฉบับถูกต้องของหลวงพ่อ ก็เปิดดูได้ตามเว็บที่ทางวัดแจ้งมานะครับ.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
hellotawan
แอบเก๋า
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 05:20:31 PM »

คำทำนายของจริงเป็นดังนี้ครับ

   
    คำทำนายของพระพุทธโฆษาจารย์

    ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมืองก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ

    โดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า
    “กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แจ่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรี
    อยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่”

    และเหตุการณ์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง

    ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้ง ๑๐ รัชกาล

    ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละรัชกาลดังนี้

    รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์
    รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า รู้จักธรรม
    รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า จำต้องคิด
    รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า สนิทธรรม
    รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า จำแขนขาด
    รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร
    รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า นั่งทนทุกข์
    รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า ยุคทมิฬ
    รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว
    รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล
   
    เมื่อพิจารณาถึงคำทำนายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาลก็จะเห็นได้ชัดว่า คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด

    รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ

    รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงครามก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่

    รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้

    รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรม ก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน

    รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน โดยพระองค์ทรงยอมเสียแขนขาดีกว่าเสียตัวทั้งหมด คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้

    รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่อาตมาเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม มีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพน์ไว้ว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย” ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างให้บุคคลอื่นเห็นว่า พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร

    ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑. จึงจำเป็นต้องใช้เงินมาก แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก

    รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราช สมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อน พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ต้องดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ต้องจำพระทัยสละราชสมบัติ ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์

    รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒. ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้นแสนสาหัส พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต

    รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น

    สำหรับรัชกาลต่อไป คือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล หมายความว่า บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้ว จะได้ประสบความเจริญรุ่งเรืองกันเสียที เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย

    ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นรึ?

    ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น? กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?

    เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้ ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า

    พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐. เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก”
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
hellotawan
แอบเก๋า
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 05:24:28 PM »

ประกาศข่าวจากวัดท่าซุง


เนื่องด้วยวันนี้ ท่านพระครุปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ เจ้าอาวาสวัดท่าซุง ได้แจ้งผ่านทาง "เว็บวัดท่าซุง" ขอประกาศข่าวให้ทราบโดยทั่วกันว่า ในขณะนี้มีข่าวว่า พระวัดท่าซุงได้ไปทำ "พิธีสะเดาะเคราะห์" ให้แก่บุคคลสำคัญภายนอกวัดนั้น ตามข่าวบอกว่าไปทำพิธีที่จังหวัดนครปฐม


ทางวัดขอชี้แจงว่าไม่ใช่เรื่องจริง เพราะวัดท่าซุงไม่ได้พิธีกรรมเช่นนี้กับใครภายนอกวัด หากมีข่าวหรือมีบุคคลใดแอบอ้างในลักษณะเช่นนี้ ขอให้ทราบว่าไม่เกี่ยวกับวัดท่าซุงด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น.


จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ


เจ้าอาวาสวัดท่าซุง

ประกาศเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2551




ที่มา : http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=906




สืบเนื่องจากการที่กลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติได้ไปกราบพระศพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา และได้ไปถวายสังฆทานโดยมีท่านพระครูปลัดอนันต์ พฺทธญาโณ เจ้าอาวาสวัดท่าซุงองค์ปัจจุบันเป็นผู้แทนคณะสงฆ์ในการรับสังฆทาน ในโอกาสนี้ท่านพระครูปลัดอนันต์ได้ให้พรและได้ขอให้ทีมงานเว็บพลังจิตช่วยประกาศข่าวให้ทราบโดยทั่วกันว่า

การที่มีคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งระบุว่า เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง ได้ไปทำพิธีเพื่อสะเดาะเคราะห์และเสริมดวงให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ลูกศิษย์ลูกหาที่มีความเคารพรักในพระเดช พระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) และประชาชนทั่วไปว่า วัดท่าซุงให้การสนับสนุนอดีตนักการเมืองและอดีตนายกรัฐมนตรีคนดังกล่าว นั้น

วัดท่าซุง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวแต่ประการใด และไม่มีนโยบายจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองไม่ว่าในทางใดๆ การ กระทำของคณะบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นลูกศิษย์วัดท่าซุงนั้น ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคลของคณะบุคคลดังกล่าว หากมีบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกล่าวอ้างในลักษณะนี้อีก ขอให้ทราบโดยทั่วกันว่า วัดท่าซุงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

จึงแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

อ้างอิง
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=160674
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
hellotawan
แอบเก๋า
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 05:30:27 PM »

เรื่อง "พิธีสะเดาะเคราะห์" มีผู้โพสในเว็บ //talk.mthai.com/topic/9672

โดย: sebe9999 ตั้งเมื่อ 19:06 น. 13 พ.ค. 2008


    เรื่อง พิธีสะเดาะเคราะห์ ของวัดท่าซุง อาจมีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ หรือที่อ้างตัวเป็นศิษย์แต่ที่ยังไม่ตกผลึกในความคิดความเชื่อ เข้าใจผิด หรือแกล้งเข้าใจผิดแล้วนำไปตำหนิโจมตีในทางเสียหาย กล่าวหาว่างมงายบ้าง มอมเมาบ้าง ไม่เป็นไปตามหลักกฏของกรรมบ้าง

    บางครั้งบรรดาลูกศิษย์หลวพ่อเองได้ฟังอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่ตนเองรู้และเข้าใจแบบสนิทเลย...แต่เวลาจะอธิบายให้เขาเข้าใจกลับเริ่มต้นไม่ถูกหรือจับต้นชนปลายไม่ถูก กลับยิ่งทำให้เขามองว่าเราเชื่อโดยปราศจากเหตุผลอีกต่างหาก และทำให้เสียโอกาสในการชี้แจงเป็นธรรมทาน

    ดังนั้นถ้าเราแม่นยำในเรื่องนี้ และมีความสามารถในการนำเสนอที่ดี จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเข้าใจ และตะแบงเถียงข้างๆ คูๆ ไม่ออก เพราะเป็นอุบายธรรมชั้นเลิศครบถ้วนทุกกระบวนธรรมจริงๆ และเข้าใจง่ายมากๆ...ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การเรียบเรียงสาระถ้อยคำธรรมะให้เข้าใจง่ายๆ และครบถ้วนนี่น่าทึ่งจริงๆ

    ส่วนตัวตั้งแต่เกิดมาเจอครูบาอาจารย์หลากหลายมาค่อนชีวิต แต่ไม่เคยเจอะท่านใดที่มีอุบายธรรมง่ายและแยบยลสนิทธรรมอย่างนี้ (มีเทปฟัง และในงานทางวัดจะเปิดเทปหลวงพ่อตามนี้)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พิธีสะเดาะเคราะห์ วัดท่าซุง
โดย..หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

(คัดจากหนังสือสมบัติพ่อให้เล่ม ๑ หน้า ๒๔๓ -๒๔๘)


    คำว่า เคราะห์กรรม เป็นวิธีเรียกของ "พรหมณ์" ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กฏของกรรม คณาจารย์ต่างๆ เรียกไม่เหมือนกันแต่ผลมันเหมือนกันนั่นคือ "ความทุกข์" ถ้าอยากทราบว่าความทุกข์มาจากไหน..ก็จะเล่าให้ฟัง !

    ประการแรก การป่วยไข้ไม่สบายทางร่างกาย มาจากกรรมปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

    ประการที่ ๒ ความทุกข์เกิดจากไฟไหม้บ้าง ขโมยปล้น ขโมยจี้ ลมพัดให้บ้านพัง น้ำท่วม มาจากโทษอทินนาทาน การลักขโมยของเขาจากชาติก่อน

    ประการที่ ๓ เคราะห์กรรมที่ทำให้คนใต้บังคับบัญชาดื้อด้าน ว่ายากสอนยากไม่เชื่อฟัง มาจากโทษกาเมสุมิจฉาจาร เจ้าชู้จัดในชาติก่อน

    ประการที่ ๔ เราพูดดีแต่คนอื่นไม่ชอบฟัง ไม่เชื่อฟัง มาจากโทษมุสาวาทจากชาติก่อน

    ประการที่ ๕ การเป็นโรคปวดหัวบ่อยๆ หรือโรคประสาทก็ดี เป็นบ้าก็ดี เป็นโทษมาจากกฏของกรรม คือ ดื่มสุราเมรัย ในชาติก่อน อันนี้เป็นหลักหยาบๆ หลักใหญ่นะ

    อย่างคนตาบอด ในสมัยชาติก่อน เขาทำบุญเห็นแล้ว แกล้งทำเป็นไม่เห็น อย่างคนหูหนวก เขาทำบุญสุนทาน เขาฟังเทศน์ฟังธรรมกันแกล้งส่งเสียงกลบ เขาฟังเทศน์ฟังธรรม เขาคุยกันด้วยความเคารพในธรรม เราแกล้งส่งเสียงกลบ เกิดเป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติอย่างนี้เป็นต้น

    ก็รวมความว่า ขึ้นชื่อว่า เคราะห์กรรม คือ "กฏของกรรมเก่าของเราในชาติก่อน" คนทุกคนที่เกิดมานี้ที่ไม่มีกรรมเก่า ที่กรรมไม่ดี ไม่มีนะ ไม่เคยทำบาปนี้ไม่มี...(เนื้อหาซ้ำกันกับข้างต้นจึงขอข้ามไป)...

    ทีนี้คำว่า สะเดาะเคราะห์ หมายความว่า "ทำให้เคราะห์หมด" คำว่า "สะเดาะเคราะห์" ไม่มีศัพท์ในทางพระพุทธศาสนา เป็นศัพย์ของคณาจารย์ต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนาไม่มี ในเมื่อไม่มี ทำไมวัดท่าซุงจีงบอกว่า "สะเดาะเคราะห์" ก็เลยบอกว่าพูดตามเขา ทีนี้การทำคราวนี้ไม่ใช่สะเดาะเคราะห์ เป็นการสร้างความดี ความโชคดีให้เกิดขึ้น คือ หมายความว่าทำบุญให้มีกำลังสูง

    คำว่า "เคราะห์" คือ บาป เราล้างไม่ได้แต่ถ้าหากว่าทำความดีให้มีกำลังสูงกว่า คำว่า "เคราะห์" จะเปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนกับคนยืนอยู่กลางแดดจัดๆ เวลานี้อยู่ในร่มมันก็ร้อน ถ้ายืนกลางแดดมันก็ร้อน ถ้าทำบุญน้อยๆ ก็เหมือนกับมีร่มเล็กๆ ไปกางบังอยู่มันก็เย็นไปหน่อยหนึ่ง ทำบุญที่มีอานิสงส์มากๆ ก็เหมือนกับมีคนเอาน้ำไปราดให้ ก็มีความเย็น

    ถ้าทำบุญที่มีกำลังสูงใหญ่ อย่างเราเจริญกรรมฐาน เหมือนกับเราแช่ในอ่างน้ำ ถึงเราจะอยู่กลางแจ้ง กลางแดด ความร้อนมันก็น้อยไป ข้อนี้ฉันใด การสะเดาะเคราะห์ก็เหมือนกัน การสะเดาะเคราะห์ไม่ได้ทำให้หมดไป

    ตัวอย่าง : ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ในครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระบรมครูทางเทศน์เรื่อง กายคตานุสสติกรรมฐาน กับ อสุภกรรมฐาน สองอย่าง

    คำว่า "กายคตานุสสติกรรมฐาน" หมายถึงการพิจารณาร่างกายของตนเอง "อสุภกรรมฐาน" ให้เห็นว่าร่างกายทุกคนเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกทั้งหมด

    พระ ๖๐ องค์เศษๆ ฟังแล้วพิจารณาตามเกิดความสลดใจเห็นว่าร่างกายของคน มีความสกปรกมาก มีความเบื่อหน่าย หลังจากเทศน์จบองค์สมเด็จพระจอมไตร ทรงบอกว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ฉันจะเข้าไปอยู่ในถ้ำ ๑๕ วัน ขณะที่อยู่ในถ้ำ ๑๕ วันห้ามมิให้คนอื่นเข้าพบ นอกจากพระที่ส่งอาหาร

    บรรดาพระ ๖๐ องค์เศษๆ เหล่านั้น เมื่อฟังเทศน์จบก็พิจารณาร่างกายว่ามันสกปรก มีความรักเกียจร่างกายมาก ท่านเปรียบเทียบบอกว่า เหมือนหนุ่มสาวที่อาบน้ำใหม่ๆ แต่งตัวสวยๆ และมีคนเอางูเน่ามาคล้องคอ หรือเอาสุนัขเน่ามาแบกที่บ่าหรือใส่ที่บ่า มีความรังเกียจขนาดนั้น ในที่สุดก็ฆ่าตัวตายเองบ้าง จ้างคนอื่นฆ่าบ้าง

    พอครบ ๑๕ วันพระพุทธเจ้าก็ออกจากถ้ำ ก็มีพระถามว่า การที่พระองค์ทรงเทศน์กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐานทั้งสองอย่างทรงทราบหรือไม่ว่าพระ ๖๐ องค์เศษๆ จะฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าบอกว่าทราบ ในเมื่อทรงทราบพระก็ถามว่า ทำไมจึงเทศน์ว่าเขาจะฆ่าตัวตาย

    พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ขึ้นชื่อกฏของกรรม ไม่มีใครหนีพ้น จะเทศน์อย่างนั้นหรือไม่เทศน์ก็ตาม เขาก็ต้องฆ่าตัวตาย หรือจ้างคนอื่นฆ่าตัวตาย เพราะกฏของกรรมเดิม กรรมเดิมที่พระพวกนี้เคยเป็นพรานฆ่าเนื้อ ฆ่าสัตว์มาก่อน มันติดตามมาทัน เขาต้องตายแบบนั้น

    ฉะนั้นก่อนจะตาย ตถาคตจึงเทศน์กายคตานุสสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐานสองอย่างรวมกัน ให้เขาพิจารณาเบื่อในร่างกาย ในเมื่อเขาตาย เขาไปนิพพานไม่ดีกว่าหรือ

    ทีนี้การทำคราวนี้ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทำลายให้เคราะห์หมดไป การทำลายเคราะห์คือบาป ทำลายไม่ได้โยม แต่ว่าเราทำบุญให้มีกำลังสูงขึ้น อย่างญาติพุทธบริษัทที่มานั่งที่นี่ทุกคน ไม่ใช่มีแต่เคราะห์ โชคก็มี คือชาติก่อนมีทั้งความดีมีทั้งความชั่ว มีทั้งบุญและบาป ขณะใดที่มีการป่วยไข้ไม่สบาย นั่นคือผลของบาปเข้าสนอง แต่ว่าทุกคนมีทรัพย์สินอยู่ได้เพราะผลของทาน ทานการให้ในชาติก่อน ทำให้คนมีทรัพย์สิน แต่การมีทรัพย์สินทำไมจึงไม่เสมอกัน

    อย่างทานที่มีกำลังสูงสุดในด้านวัตถุก็คือ วิหารทาน เป็นทานที่มีกำลังสูงมาก ทานที่รองลงมาก็คือ สังฆทาน สังฆทานนี่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เคยถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต ตายแล้วเกิดกี่ชาติก็ตาม ถ้ายังไม่เข้าพระนิพพานเพียงใด จะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีทุกชาติ

    ทีนี้คนที่เขาเป็นเศรษฐมหาเศรษฐีเพราะว่า เขาเคยถวายสังฆทานในกาลก่อน อันนี้เป็นผลอันหนึ่งที่เราจะทำ เพื่อเป็นการหลีกเร้นกฏของกรรม คือ "บาป" บาปถึงแม้มันจะกลั่นแกล้งขนาดไหนก็ตาม แต่เรามีกำลังบุญสูง คือคล้ายๆ กับสุนัขไล่กัด ถ้าเราวิ่งเร็วมันก็กัดไม่ทัน ถึงกัดทันก็กัดไม่ถนัด

    ประการที่สอง ต่อนี้ไปจะให้ญาติโยมทั้งหลายรับศีล การสมาทานศีลมีอานิสงส์ ๓ อย่างคือ

    ๑. สีเลนะ สุคะติง ยันติ คนที่มีศีลอยู่แล้ว เวลามีชีวิตอยู่ก็มีความเป็นปกติสุข ตายจาดความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้ามีความสุข

    ๒. สีเลนะ โภคะสัมปะทา ในขณะที่มีชีวิตอยู่เรามีศีลบริสุทธิ ทรัพย์สินก็ไม่เปลืองก็มีการเป็นอยู่ดีในการครองทรัพย์สิน ตายไปก็ร่พรวยมาก

    ๓. สีเลนะ นิพพุติง ยันติ คนที่รักษาศีลได้ดี จะไปนิพพานได้โดยง่าย

    นี่คือ "อานิสงส์ของศีล" หลังจากนั้นไปจะให้ญาติโยมพุทธบริษัท เจริญวิปัสสนา คือ "เจริญกรรมฐาน" ใช้กำลังพุทธานุสติกรรมฐานเป็นกำลัง นี่เป็นบุญใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา บุญในพระพุทธศาสนามี ๓ ชั้น คือ ทาน ศีล ภาวนา

    ภาวนานี่เป็นบุญใหญ่ที่สุด จะให้ญาติโยมภาวนาว่า "พุทโธ" เป็นการนึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาหายใจเข้านึกว่า "พุท" เวลาหายใจออกนึกว่า "โธ" ใช้เวลา ๑๐ นาที จงอย่านึกว่าแค่ ๑๐ นาที จะมีบุญน้อย ความจริงไม่ใช่น้อย มีกำลังมากเหลือเกิน

    การนึกถึงพระพุทธเจ้าอย่าง มัฏฐกุลฑลีเทพบุตร หรือ สุปติฏฐิตเทพบุตร ซึ่งเขาไม่เคยนับถือพระพุทธเจ้า เขานึกถึงท่านอยากให้ท่านมารักษาโรคให้หาย เพียงเท่านี้ไม่ได้เคารพอย่างเรา เขาตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก แต่นี่เราเจริญพระกรรมฐาน นึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยอารมณ์ของความเคารพจริงๆ อานิสงส์มากไปกว่านั้น ปรารถนานิพพานในชาตินี้ยังได้

    หลังจากนั้นจะมีพระเจริญ พระอภิธรรม สวดอภิธรรมมาติกา คำว่า มาติกา เขาสวดสำหรับคนตาย และพวกเราตายแล้วหรือยัง แต่ความจริงเขาไม่ได้สวดเพื่อคนตาย คนตายไม่ได้ฟัง เขาสวดให้คนที่ยังไม่ตายฟัง เพราะ "บทมาติกา" นี่อานิสงส์มากเพียงแค่รับฟังอย่างไม่รู้เรื่อง อย่างค้างคาว ๕๐๐ ตัว ฟังสวดอภิธรรมเพียงแค่เพลิดเพลินไม่ทราบผู้สวดเป็นพระ ไม่ทราบว่าธรรม ที่สวดเป็นธรรมะเพลินไป ผลที่สุดเท้าก็หลุดจากที่เกาะหล่นลงมาตายทั้ง ๕๐๐ ตัว

    หลังจากตายจากความเป็นค้างคาวแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทวโลก ในเมื่อพระพุทะเจ้าองค์นี้มาตรัส เขาเกิดเป็นลูกชาวประมง ในที่สุดเขาก็ฟังอภิธรรม เพียงแค่จบเดียวโดยย่อก็บรรลุพระอรหันต์ทั้งหมด นี่แค่สัตว์เดรจฉานนะเขาไม่รู้เรื่อง ยังมีอานิสงส์อย่างนี้ ฟังแล้วชาติเดียวเกิดเป็นเทวดา และหลังจากนั้นมาก็เป็นพระอรหันต?

    ท่านทั้งหลายฟังแล้วด้วยความเคารพ รู้ว่าท่านผูสวดเป็นพระ คำสวดเป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และฟังด้วยความตั้งใจจริงอย่างนี้ ถ้าปรารถนิพพานชาตินี้ยังได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าหรือพรหม เวลานั้นก็เจอะ พระศรีอาริยเมตไตรย ฟังเทศน์จากพระศรอาริย์จบเดียวก็ป็นพระอรหันต์ นี่เป็นของไม่ยาก ง่ายๆ นะ ตั้งใจให้ดีนะหลังจากนั้นพิธีสะเดาะเคราะห์จะเกิดขึ้นนั่นคือว่าจให้พระบังสกุลตาย

    ตอนที่พระบังกุลตายขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ให้ตั้งใจคิดว่าวลานี้ขอผลของความชั่วทั้งหมดบปกรรมที่ทำมาแล้วจาก... (การละเมิดศีล ๕)...ที่ทำให้จิตใจเรามีความทุกข์ มีความเร่าร้อน ให้มันสลายตัวไป พร้อมกับคำบังสกุลตายของพระ หลังจากนั้นพระจะบังสุลเป็น ตอนนั้นบรรดาพุทธบริษัท ก็ตั้งใจคิดว่าเวลานี้เราเกิดใหม่พร้อมความดี คือ

    ๑. ศีลที่เราสมาทานแล้ว

    ๒. สังฆทานที่เราทำแล้วมีอานิสงส์ใหญ่

    ๓. การภาวนาซึ่งเราทำแล้ว

    ๔. วันนี้บวชเณร ๘๕ องค์ บวชชีพราหมณ์ ๖๐ องค์เศษๆ

    คนทั้งหมดที่บวชเป็นนักเรียน โรงเรียนสุธรรมยานเถระวิทยา เป็นนักเรียนที่ได้สมาบัติ คือได้ฌานโลกีย์ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาบัติขั้นอภิญญา เขาสามารถไท่ยวสวรรค์ นรกได้ เพราะโรงเรียนนี้มีกฏบังคับ เด็ที่เข้าโรงเรียนนี้ ต้องเจริญกรรมฐานก่อน ต้องสอบกันก่อนว่าเที่ยวสวรรค์นรกได้หรือเปล่า ระลึกชาติได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ด้เข้าโรงเรียนนี้ไม่ได้ เมื่อเข้ามาได้แล้วก็มีการซักซ้อมทุกอาทิตย์ เป็นอันว่าเณรและชีพวกนี้เป็นผู้ทรงฌาน ผู้ทรงฌาน พระโสบันเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติตนเพื่อพระโสดาปัตติมรรค ทำบุญมีอานิสงส์มาก

    ฉะนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าต้องการทำบุญให้มากขึ้น เวลาเลิกแล้วก็เอาตางค์มาใส่ขัน ตั้งใจบวชเณรบวชชี มากก็ได้น้อยก้ได้ ๕ สตางค์ก็ได้ ๑๐ สตางค์ก็ได้ สลึงก็ได้ บาทก็ได้ตามชอบใจ ตามที่จะพึงทำได้ ให้ตั้งใจคิดว่า เวลานี้เราบวเณรบวชชี

    สำหรับ "การบวชเณร" นี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าพ่อแม่ของเณร ถ้าลูกบวชหนึ่งองค์ เขาจะมีอานิสงส์เกิดเป็นเทวดานางฟ้า หรือเป็นพรหมได้คนละ ๑๕ กัป ลูกชายได้ ๓๐ กัป ญาติโยมที่ไม่ใช่พ่อแม่ของเณรจะได้อานิสงส์คนละ ๔ กัป

    ทีนี้มัน ๘๕ องค์นี่ เอา ๔ คูณ ๘๕ เข้าได้เท่าไหร่ ก็รวมความว่าก็ได้ ๓๐๐ กัปกว่า ถ้าเราตายจากชาตินี้เป็นเทวดาหรือพรหมก็สามารถเป็นเทวดาหรือพรหม อยู่ได้ถึง ๓๔๐ กัป ในเมื่อท่านทั้งหลายมีบุญขนาดนี้ก็อยู่ไม่ถึง ๓๐๐ กัป ไปนิพพานแน่ ก็เป็นอันว่ามีความดีใหญ่

    ขั้นตอนพิธีสะเดาะเคราะห์

    (ต่อจากนั้นหลวงพ่อนำรรดาญาติโยมพุทธบริษัทสมาทานศีล ๕ จบแล้ว สมาทานพระกรรมฐานแล้วให้ภาวนาพุทโธ ๑๐ นาที)

    (ต่อจากนั้นพระเริ่มสวดอภิธรรมมาติกา)

    (สวดจบหลวงพ่ออธิบายต่ออีกว่า)

    อันดับต่อนี้ไปบรรดาญาติโยมทั้งหลายฟังอภิธรรมแล้ว เป็นมหากุศลใหญ่ที่กล่าวมาแล้วนี้ ต่อไปนี้ก้เป็นการสะเดาะเคราะห์ พระจะบังสกุลตาย ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายคิดว่า ขึ้นชื่อว่าอกุศลกรรมที่ทำมาแล้วในชาติก่อน (ช่วงนี้หลวงพ่อพูดถึงศีล ๕)

    อกุศลทั้งหลายเหล่านี้ที่ให้ผลกับเราในชาตินี้ก็ตาม ขอบุญบารมีของเราที่มีแล้วในวันนี้เป็นมหาศาล จงทำลายอกุศลกรรมทั้งหลายให้พินาศสลายไปพร้อมกับคำว่ บังสกุลตายของพระ หมายความว่า ให้เคราะห์กรรมต่างๆ มันตายไปกับคำบังสกุลตายของพระ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปนะ ตั้งใจตามนั้นนะ

    (พระสงฆ์บังสกุลตาย)
    อนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโขฯ

    (หลวงพ่ออธิบายต่ออีกว่า)

    ขอให้เคราะห์กรรมต่างๆ ของญาติโยมทั้งหลาย จงสลายตัวไป ต่อไปนี้จะบังสกุลเป็น ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจงคิดว่า เวลานี้เราเกิดใหม่พร้อมกับความดี คือ เป็นผู้มีศีล เราสมาทานศีลแล้ว อานิสงส์ศีลจะปรากฏกับเรา

    ประการที่ ๒ เราถวายสังฆทาน นี่เป็นมหากุศลใหญ่ ชาตินี้ก็มีความคล่องตัวในความเป็นอยู่ ในการบริโภคทรัพย์ ชาติต่อไปจะเป็นมหาเศรษฐีทุกชาติจนกว่า จะเข้าพระนิพพาน

    และประการที่ ๓ เราได้มีการบวชเณร บวชเณรมีอานิสงส์มาก จะเป็นเทวดานางฟ้าอยู่ได้นาน

    ประการที่ ๔ เราเจริญพระกรรมฐาน พระกรรมฐานนี่เป็นปัจจัยเข้าถึงพระนิพพานโดยตรง จะเป็นเหตุให้พุทธบริษัทพ้นจากความทุกข์ คือไปนิพพานได้

    ประการที่ ๕ ฟังอภิธรรม อภิธรรมจัว่าเป็นอานิสงส์ให้เกิดปัญญา ถ้าบังเอิญจะเกิชาติหน้า เป็นคนร่ำรวย เป็นคนมีอายุยืนนาน มีความสวยก็ตาม ถ้าไร้ปัญญาก็ไร้ประโยชน์ ฉะนั้นการฟังอภิธรรมจึงเกิดประโยชน์กับบรรดาพุทธบริษัทในด้าน ปัญญา ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า จงคิดว่าผลบุญทั้งหมดตามที่กล่าวมาแล้วนี้คือ

    ๑. ศีล ๒. สังฆทาน ๓. บวชเณร ๔. เจริญกรรมฐาน ๕. ฟังอภิธรรม จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เกิดขึ้นพร้อมกับความดีอันนี้ มีแต่ความสุขตลอดไป ตลอดชีวิต ถ้าตายจากชาตินี้เมื่อไรขอไปนิพพานทันทีทันใดนะ

    (ต่อนี้ไป พระจะบังสกุลเป็น)
    อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะทิเสสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะริงคะรังฯ

    ต่อนี้ไปขอญาติโยมทั้งหมด รับพรจากพระสงฆ์นะ อธิษฐานตามชอบใจ

    (พระสงฆ์ให้พร)

    หลังจากนี้หลวงพ่อก็ให้พระประพรมน้ำพุทธมนต์ให้ เป็นเสร็จพิธี


    ***************************
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
hellotawan
แอบเก๋า
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 05:38:06 PM »

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ พวกเราหลายๆท่านได้ไปร่วมทำบุญที่วัดท่าซุงกันและได้มีโอกาสได้กราบหลวงพี่อนันต์ท่านเจ้าอาวาส วัดท่าซุง

ท่านได้ฝากมายังพวกเราเวบไซท์พลังจิตกันเอาไว้ว่า

"มีหลายๆท่านที่ได้ไปอ้างว่าเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่าน และได้ไปทำพิธีให้ฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้

ซึ่งท่านขอชี้แจงว่า ทางวัดท่าซุงเองและในฐานะลูกศิษย์หลวงพ่อ พระเดชพระคุณพระราชพรหมยานนั้น ไม่อยู่ด้านใดทั้งสิ้น

เป็นกลางและไม่ปรารถนาที่จะเป็นลิ่มมาตอกให้เกิดการแตกแยกในบ้านเมืองแต่ประการใด

ดังนั้นหากท่านใดกระทำการใดไปในด้านการเมือง ก็ขอให้เป็นเรื่องที่กระทำโดยความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะของวัดหรือคณะศิษย์ของหลวงพ่อแต่ประการใดทั้งสิ้น

ทางวัดเน้นหนักในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น เพื่อพระนิพพานเป็นที่สุดเท่านั้น"


ซึ่งท่านได้เน้นให้พวกเราได้มาชี้แจงให้ทราบในวงกว้างด้วย

และเป็นการย้ำจุดยืนของพวกเราชาวธรรมที่สมควร วางจิตให้เป็นอุเบกขา วางใจให้เป็นกลาง มีเมตตาพรหมวิหารสี่เสมอกันเอาไว้

เน้นหนักงานที่สร้างสรรค์คุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองเป็นสำคัญ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ขาย เครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

L-Carnitine ช่วยเผาผลาญไขมัน

สาระ ชีวิตความป็นแม่

ขาย เครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

Up Man เครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

L-Carnitine ช่วยเผาผลานไขมัน

ขาย เครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

L-Carnitine ช่วยเผาผลาญไขมัน

L-Carnitine ช่วยเผาผลาญไขมัน

Up Man เครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

พื้นที่โฆษณา ราคาพิเศษ สนใจติดต่อ 0953 565 969


Kio ควบคุมดูแลไม่ให้น้ำหนักเพิ่ม


L-Carnitine ช่วยเผาผลานไขมัน


เวย์โปรตีน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ


เวย์โปรตีน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media Valid XHTML 1.0! Valid CSS!


หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.332 วินาที กับ 26 คำสั่ง